ผู้แทนเนติบัณฑิตยสภา ชี้ การแก้ไขปัญหาทุจริตคอรัปชั่น ต้องมีการประสานงาน ทุกภาคส่วนของรัฐ และต้องแก้ไขกฎหมาย อาญาให้สอดคล้องกับสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อ ความเด็ดขาดของกฎหมาย
ที่อาคารรัฐสภาสายวันที่ 11 กันยายน นาย โสภณ ซารัมย์ประธานรัฐสภา และ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธาน เปิดการสัมมนาเรื่อง"การยกระดับความโปร่งใสและธรรมาภิบาลของประเทศไทยตามมาตรฐาน องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา"ให้ นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ร่วมกับองค์กรต่อต้าน คอรัปชั่น(ประเทศไทย) โดยผู้จัดงานได้เชิญนายกเนติบัณฑิตยสภา หรือผู้แทนเข้าร่วมประชุม ในการนี้ว่าที่ร.ต.ดร.ถวัลย์ รุยาพรเลขาธิการเนติบัณฑิตยสภา ได้มอบหมายให้ อาจารย์เชษฐ์สุขสมเกษม อนุกรรมการบริหารสำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ไปร่วมสัมมนาโดยมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย กว่า 250 คนเข้าร่วมงาน
ในงานนายโสภณ ได้ปาฐกถาเรื่อง บทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติในการขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่ oecd แล้วมีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงระหว่างคณะกรรมาธิการองค์การและปราบปรามการทุจริตและ องค์กร ต่อต้านคอร์รัปชั่น( ประเทศไทย)ด้วย
อาจารย์เชษฐ์ สุขสมเกษม อนุกรรมการบริหาร สำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายหรือ สชน .เนติบัณฑิตยสภา และอาจารย์ผู้บรรยายกฎหมายในหลายสถาบัน เผยว่า ในโอกาสที่รัฐสภา ได้แสดงบทบาท และยกระดับการต่อต้านคอร์รัปชั่น กับองค์กรในระดับนานาชาติ นับเป็น นิมิตรหมายที่ดี ที่เราจะเห็นความร่วมมือ ของทุกภาคส่วนในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ หากระบบการปราบปรามคอร์รัปชั่นของเรามีประสิทธิภาพต่างชาติ ก็จะมั่นใจเข้ามาลงทุนค้าขายด้วย ส่งผลที่ดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งในเวทีนี้ได้การมี เปิดสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางกฎหมายโดยเฉพาะกฎหมายอาญา ให้มีการบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นได้หรือไม่ โดยส่วนตัวแล้วตนเห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญาหลายมาตราที่ใช้อยู่ในปัจจุบันควรจะมีการแก้ไขปรับปรุงให้สอดคล้อง กับบริบท ของการต่อต้านการให้สินบน เช่น มาตรา 148 มาตรา 149 เรื่อง การที่เจ้าพนักงานผู้มีตำแหน่งหน้าที่ใช้อำนาจในหน้าที่โดยมิชอบแกล้งจับกับจับแล้วปล่อยกับมาตรา 201 การให้สินบนเจ้าพนักงานตุลาการพนักงานอัยการและพนักงานสอบสวน ความผิดเหล่านี้เป็นบทเฉพาะจะไม่มีตัวการผู้ใช้ผู้สนับสนุนอีก ดังนั้นถ้าใครเป็นผู้ใช้ผู้สนับสนุน ให้สินบน ก็จะไปผิดมาตรา 143 มาตรา 114 เป็นต้น แต่ จะไม่มีใครผิดเป็นผู้สนับสนุนหรือเป็นผู้ใช้ ให้รับสินบนหรือให้สินบน ตามมาตรา 148 149 ได้เลย
ดังนั้นตนเห็นว่าเพื่อเป็นการแก้ไขข้อขัดข้อง เพื่อให้สอดคล้อง กับแนวคิด การป้องกันและปราบปราม การคอรัปชั่นอย่างเป็นระบบดังนั้นผู้ใดก็ตามเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดในบทบัญญัติดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นตัวการหรือผู้ใช้ผู้สนับสนุน ก็จะต้องได้รับโทษ ฐานเป็นตัวการตามป.อาญามาตรา 83 เป็นผู้ใช้ตามมาตรา 84 หรือเป็นผู้สนับสนุนตามมาตรา 86 ของกฎหมายอาญา ทุกรายโดยไม่มีการยกเว้น "นอกจากนี้ผู้ประสานงานผู้ล็อบบี้ยีสต์นายหน้าที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ถือว่าน่าจะต้องเป็นตัวการ เพราะมีการร่วมคิด ร่วมแรงร่วมใจและแบ่งหน้าที่กันทำ ตามมาตรา 83 ของกฎหมายอาญา ดังนั้นหากเรามีการแก้ไขเพิ่มเติม มาตราเหล่านี้ โดยเฉพาะตัวการหรือผู้ใช้ที่เป็นนิติบุคคล ที่อยู่เบื้องหลังการให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน ก็จะต้องมีโทษปรับอย่างรุนแรง แม้นิติบุคคลจะติดคุกไม่ได้ ส่วนตัวผู้แทนนิติบุคคล กล่าวคือควรมีการลงโทษนิติบุคคลที่อยู่เบื้องหลังการให้สินบนอย่างรุนแรง รวมทั้งอาจจะต้องมีมาตรการ ปรับผู้ให้สินบนและลิปทรัพย์สินที่ได้มาจากการทุจริตและประพฤติมิชอบให้ตกเป็นของแผ่นดินอย่างเข้มงวดอีกด้วย.
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น